เริ่มธุรกิจออนไลน์ บทที่ 2 : ศึกษา หาแนวทาง

เริ่มธุรกิจออนไลน์ ในบทที่ 2 นี้ ผมขอนำบทความเกี่ยวกับ การทำธุรกิจออนไลน์ มาให้อ่านกันคร่าวๆ ก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการคิดต่อไป ซึ่งหลังจาก ทำความเข้าใจบทความที่ผมนำมาให้นี้แล้ว เราจะเข้าสู่การลงมือทำจริง ในบทต่อไปครับ

การเข้าสู่ธุรกิจบนโลกออนไลน์ (E-Commerce) นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ของผู้ประกอบการ ในการเพิ่มฐานรายได้และศักยภาพในการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ เริ่มได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ประกอบการมากขึ้น เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่สูงนัก อีกทั้งจากอัตราการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตและการเพิ่มขึ้นของเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกอบธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ ไร้พรมแดน สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว ไร้ขีดจำกัดของเรื่องเวลาและสถานที่ ทำให้ธุรกิจออนไลน์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่ดีต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจออนไลน์ของไทยในปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฎหมายพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ ที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจจะยังคงมีความลังเลในการดำเนินธุรกิจว่าจะต้องทำอย่างไร สามารถทำได้หรือไม่ หรือผิดกฎหมายหรือไม่ ในขณะที่ลูกค้าอาจจะยังมีความกังวลในเรื่องของกฎหมายที่จะมาคุ้มครองหากเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างการซื้อ-ขายสินค้ากับผู้ประกอบการ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการกำหนดกฎหมายในการทำธุรกิจออนไลน์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการและลูกค้ามีความมั่นใจที่จะทำการซื้อ-ขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

แนวโน้มการทำธุรกิจออนไลน์ปี 2554

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก จนปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกกว่า 1.8 พันล้านคน และคาดว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยกว่า 21 ล้านคน ซึ่งยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ดังนั้น การหันมาทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ของบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุน อันเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งขันในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต่างหันมาสร้างรายได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น

สำหรับในปี 2554 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การทำธุรกิจออนไลน์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนที่คาดว่า จะทำให้ธุรกิจออนไลน์มีแนวโน้มเติบโต มีดังนี้

- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเข้าถึงและมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้จากที่ไม่มีความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าผ่านทางธุรกิจออนไลน์ กลับกลายเป็นกล้าที่จะซื้อและชอปปิ้งออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีสินค้าและบริการต่างๆ ของธุรกิจมากมายที่เริ่มหันมาสู่การทำธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้น จึงคาดว่า จะทำให้ธุรกิจออนไลน์มีแนวโน้มเติบโต

- ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนเพิ่มขึ้น ดังนั้น จากการที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นนั้น อาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

- ระบบชำระเงินออนไลน์ที่พัฒนามากขึ้น ระบบการชำระเงินออนไลน์ที่มีอยู่ในเมืองไทยตอนนี้มีมากหลายรูปแบบ เช่น ผ่านบัตรเครดิต ชำระผ่านระบบ E-banking ชำระผ่านตัวกลางชำระเงินอย่าง PayPal และ TARADpay หรือชำระเงินผ่านมือถือ เป็นต้น ซึ่งจากความพร้อมในเรื่องของการชำระเงินออนไลน์ที่มีหลากหลายช่องทางให้เลือก ล้วนแล้วแต่สร้างความสะดวกให้กับผู้ซื้อขายสินค้ามากขึ้น ทำให้การค้าขายผ่านออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นสำหรับธุรกิจที่อยากจะเข้ามาเปิดตลาดใหม่

- เว็บไซต์สามารถสร้างได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันธุรกิจให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป เริ่มมีมากมายทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงระบบซอฟแวร์ที่เป็นลักษณะระบบเปิด (Open Source) ที่มีเปิดให้ดาวน์โหลดกันมากมาย ทำให้การสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ดังนั้น คาดว่า ในปีนี้จะเห็นความหลากหลายของผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกิดการแข่งขันทางด้านราคา ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการที่อยากจะมีเว็บไซต์ของตนเอง หรือมีธุรกิจบนโลกออนไลน์ จะสามารถทำและสร้างเว็บตัวเองได้สะดวกและง่ายมากขึ้น

- โปรโมชั่นการขายสินค้าในโลกออนไลน์ ที่ผ่านมาธุรกิจออนไลน์ต่างขายสินค้าโดยไม่มีการลดการทำโปรโมชั่นเลย หรือมีบ้างเล็กน้อยแต่อาจจะไม่ดึงดูดผู้บริโภคมากนัก แต่ปัจจุบันธุรกิจออนไลน์ต่างๆเริ่มมีการนำเทคนิคการค้าออนไลน์ รวมถึงโปรโมชั่นแคมเปญลดราคาต่างๆ ออกมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการค้าออนไลน์อย่างมาก ทำให้หลายๆ ธุรกิจเริ่มจัดแคมเปญลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งทำให้เกิดยอดขาย และผู้ซื้อเริ่มสนุกที่จะซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นจากเมื่อก่อน

ข้อพึงระวังของการทำธุรกิจออนไลน์

ด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังสามารถให้คำแนะนำ หรือการบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น และที่สำคัญการที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เริ่มหันมาสนใจทำธุรกิจและเพิ่มรายได้จากช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ อาจมีข้อพึงระวังอยู่หลายประการที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

- การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้า นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์จะต้องคำนึงถึง เพราะหากทำธุรกิจออนไลน์แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า และไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า ก็อาจจะส่งผลต่อความสำเร็จของการทำธุรกิจบนช่องทางนี้ได้

- ระบบอินเทอร์เน็ต หรือระบบโครงข่ายการสื่อสาร นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจ และรู้จักธุรกิจได้เป็นอันดับแรก เพราะหากในขณะนั้นมีลูกค้าต้องการที่จะเข้ามาสั่งซื้อสินค้า หรือกำลังเข้ามาดูธุรกิจของเรา และบังเอิญว่าระบบมีความผิดปกติ หรือขัดข้อง โดยเฉพาะเว็บไซต์ล่ม การติดต่อ หรือการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการมีปัญหา เท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียลูกค้า

- ความเสี่ยงจากการขนส่งสินค้า เป็นอีกปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องพึงระวัง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากสินค้าเกิดการชำรุด เสียหาย หรือความเสี่ยงจากการที่สินค้าสูญหายระหว่างการขนส่งไปยังลูกค้า เพราะถ้าหากสินค้าเกิดชำรุด เสียหาย หรือสูญหายไป ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการจะต้องสูญเสียรายได้ในทันที และต้องคืนเงินทั้งหมดให้กับลูกค้าด้วย

- ระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ทั้งในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆของลูกค้าที่อาจจะถูกเปิดเผย รวมถึงความปลอดภัยในเรื่องของการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตที่อาจถูกปลอมแปลง หรือมีการสวมรอยนำข้อมูลของเจ้าของบัตรไปใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องพึงระวัง และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วยวิธีต่างๆ เช่น การจัดทำระเบียบควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล การใช้เครื่องหมายรับรอง (Trustmark Scheme) จากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ เป็นต้น

- ธุรกิจอาจไม่สามารถควบคุมการแสดงความคิดเห็นในแง่ลบต่อสินค้าหรือธุรกิจได้ ซึ่งอาจมาจากความคิดเห็นของผู้บริโภคเอง หรืออาจมาจากธุรกิจคู่แข่ง ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ รวมถึงธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ จึงสามารถส่งสารถึงผู้รับได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากสื่อสารผิดพลาดจนสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้กับผู้บริโภค อาจแก้ไขได้ยากลำบาก

วิธีการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจออนไลน์ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก คือ การประชาสัมพันธ์ หรือแนะนำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักบริษัทและตัวสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เกิดการจดจำ บอกต่อ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่น และเกิดกระบวนการซื้อในที่สุด ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความคุ้นเคยกับการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี ดังนั้น ช่องทางในการประชาสัมพันธ์ที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเหล่านี้ได้ดีที่สุด คือ การประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อทางการตลาด (Social Media) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารได้เป็นวงกว้าง และยังสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม ด้วยต้นทุนต่ำ สามารถสื่อสารได้ตลอดเวลา และมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนได้มากกว่าช่องทางปกติ เป็นต้น ปัจจุบันช่องทางการประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านทางสื่อออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักของลูกค้ามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

- การประชาสัมพันธ์ทางตรง คือ การประชาสัมพันธ์ที่บริษัทเป็นผู้กระจายข่าวสารหรือข้อมูลของธุรกิจโดยตรง เช่น การสร้างตัวสินค้าหรือบริษัทให้เปรียบเสมือนบุคคลหนึ่งบนสังคมออนไลน์ โดยธุรกิจเอสเอ็มอีรายใหม่อาจแนะนำสินค้า พร้อมทั้งนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้บริโภคที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่าย เพื่อจูงใจให้มีการเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นมากขึ้น นอกจากนี้อาจมีการพูดคุย ตอบข้อซักถาม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้าควบคู่ไปด้วย

- การประชาสัมพันธ์ทางอ้อม คือ การประชาสัมพันธ์โดยบริษัทจะอาศัยคนกลางที่จะช่วยกระจายข่าวสาร หรือสื่อสารทางการตลาดแทนตัวบริษัทเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในการจูงใจ และโน้มน้าวบุคคลอื่นบนสังคมออนไลน์ เช่น ผู้เขียนบล็อคที่มียอดผู้เข้าชมสูง (Blogger) ผู้ที่มีชื่อเสียง หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ โดยธุรกิจอาจให้สินค้าแก่บุคคลดังกล่าวไปทดลอง รวมถึงอาจเชิญไปร่วมกิจกรรมของทางบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบุคคลเหล่านี้จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ หรือแสดงความคิดเห็นหลังจากได้รับสินค้าและบริการลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายข้อมูล สร้างการรับรู้ในตัวสินค้าแบบปากต่อปากผ่านเครือข่าย

ทั้งนี้การประชาสัมพันธ์ผ่านสังคมออนไลน์โดยอ้อม น่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการประชาสัมพันธ์โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจใหม่ที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ต้องอาศัยบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อจูงใจให้เกิดการบอกต่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้าหรือธุรกิจมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้ว อาจใช้การประชาสัมพันธ์โดยตรงควบคู่ไปด้วย ซึ่งธุรกิจสามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้า และธุรกิจได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มช่องทางในการติดต่อระหว่างธุรกิจกับลูกค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจควรออกแบบสื่อให้มีความน่าสนใจ ทั้งเนื้อหา และรูปแบบ เพื่อกระตุ้นให้มีการส่งต่อ และต้องสนับสนุนให้กระบวนการส่งต่อ คัดลอก ถ่ายโอน เป็นไปอย่างง่ายและสะดวก ไม่ควรจำกัดผู้เข้าชม หรือจำกัดการดาวน์โหลด รวมถึงไม่ควรสื่อออกมาในลักษณะยัดเยียดโฆษณามากเกินไป

ข้อจำกัดในเรื่องของกฎหมายและภาษีในการทำธุรกิจออนไลน์

ด้านกฎหมาย

เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจออนไลน์ของประเทศไทยยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจจะยังคงมีความลังเลในการดำเนินธุรกิจว่าจะต้องทำอย่างไร สามารถทำได้หรือไม่ หรือผิดกฎหมายหรือไม่ ในขณะที่ลูกค้าอาจจะยังมีความกังวลในเรื่องของกฎหมายที่จะมาคุ้มครองหากเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างการซื้อ-ขายสินค้ากับผู้ประกอบการ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการกำหนดกฎหมายในการทำธุรกิจออนไลน์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการและลูกค้ามีความมั่นใจที่จะทำการซื้อ-ขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ตัวอย่างข้อจำกัดทางด้านกฎหมายในการประกอบธุรกิจออนไลน์ที่ผู้ประกอบการยังคงไม่มีความแน่ชัด และไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น
- กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ มีมาตรฐานและมีลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายในการทำธุรกิจออนไลน์ที่ต่างกัน
- การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่
- ปัญหาเกิดจากการทำธุรกรรม เช่น การส่งสินค้ามีลักษณะแตกต่างจากที่โฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่ ผู้ประกอบการจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร หรือผู้ประกอบการไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีใดบ้าง เป็นต้น

ที่กล่าวมาข้างต้น จัดเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการยังคงไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปในลักษณะหรือรูปแบบใด และหากกฎหมายมีความชัดเจนก็จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจออนไลน์ได้ง่ายและเข้าใจมากขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างหลักประกัน และความเชื่อมั่น ทั้งของผู้ประกอบการและผู้บริโภคด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีข้อบังคับในการทำธุรกิจออนไลน์ คือ ผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจออนไลน์จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นเพียงแค่การยืนยันถึงการมีตัวตนอยู่จริงของผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้บอกถึงความน่าเชื่อถือ หรือคุณภาพของร้านค้าแต่อย่างใด

ด้านภาษี

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการเก็บภาษีจากการทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะต้องรอดูกรมสรรพากรก่อนว่า จะกำหนดกรอบในการจัดเก็บภาษีจากการสร้างรายได้บนธุรกิจออนไลน์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมสรรพากรเตรียมขยายฐานภาษีไปยังผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเพื่อแจ้งรายได้เสียภาษีจากการทำธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากเป็นสาขาที่เริ่มได้รับความนิยม เพราะมีความสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ ทางกรมสรรพากรได้เตรียมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการค้าขายสินค้า เพื่อสรุปแนวทางการจัดเก็บภาษีดังกล่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บภาษีจากการทำธุรกิจออนไลน์ควรที่จะยึดถือโครงสร้างระบบภาษีประเภทต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับศึกษาแนวโน้มของระบบการค้าและผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ทั้งนี้โครงสร้างภาษีในอนาคตอันเกี่ยวเนื่องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ควรจะยืนอยู่บนพื้นฐานของความสม่ำเสมอ (Consistency) ความเป็นธรรม (Non-discrimination) และความเป็นกลาง (Neutrality) โดยรักษาสมดุลระหว่างรายได้ที่รัฐพึงจัดเก็บเพื่อทำนุบำรุงบ้านเมืองและประชาชน กับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบ ศึกษา และมีจุดยืนที่ชัดเจนในเวทีเจรจาทางด้านภาษีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มความสามารถ และที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาให้ความรู้ และทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในเรื่องของขั้นตอนการจัดเก็บภาษีออนไลน์อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการในเรื่องของภาษีได้อย่างถูกต้องและสามารถคำนวณต้นทุนของราคาสินค้าได้

โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่าปัจจุบัน การสร้างรายได้จากการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์จะได้รับความนิยมมากขึ้นจากบรรดาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องของทุน แต่หากข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและภาษีในการทำธุรกิจออนไลน์ยังคงไม่ชัดเจน ก็อาจจะส่งผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ประกอบการในด้านความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ในอนาคตหากภาครัฐมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจออนไลน์ออกมาบังคับใช้ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนในด้านการดำเนินงาน และความยุ่งยากในการทำธุรกิจมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีความปลอดภัยในข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจออนไลน์ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจออนไลน์ควรต้องทำการตลาด โปรโมทสินค้าและเว็บไซต์ของตนเองเช่นกัน เพื่อให้คนทั่วไปรับรู้รายละเอียดของสินค้า นอกจากนี้ ยังต้องทำให้หน้าเว็บไซต์ ขั้นตอนการซื้อสินค้า และระบบการชำระค่าสินค้าให้มีความง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน รวมทั้งมีระบบสนับสนุนต่างๆ เช่น การส่งสินค้า การบริการหลังการขาย เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อันจะนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจออนไลน์มากขึ้น

ที่มา K SME Care